[Trip] เชียงราย-พะเยา : “ทำงาน”เป็นหลัก “เที่ยว”เป็นของแถม

กรรรรรรรราบสวัสดีปีใหม่ พ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนบล็อกของผม ทั้งคนที่ตั้งใจเข้ามาอ่าน และหลงเข้ามาอ่านนะครับ

ประเดิมโพสท์แรกของปีด้วยบันทึกการไปทำงานและเที่ยวที่เชียงราย และ พะเยา ในวันที่ 11-16 มกราคม ที่ผ่านมานี้นะครับ (คราวนี้มาเร็วแฮะ)

ขอออกตัวตรงนี้เลยว่าโพสท์นี้อาจจะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนเยอะนะครับ เพราะผมไปทำงาน ส่วนเรื่องเที่ยวนี่เป็นของแถม (จริง ๆ นะ สาบานได้)

 

เริ่มเลยดีกว่า

 

สำหรับโพสท์นี้ ผมจะไม่เล่าเรื่องเรื่อย ๆ ว่าวันไหนไปทำอะไรที่ไหนตอนกี่โมงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมานะครับ ผมจะขอเจาะเป็นที่ ๆ เรียงตามลำดับที่ไปเลยละกัน (ยกเว้นบางที่ที่มีย้อนกลับมาซ้ำรอบ 2) เพราะบางวันทำแต่งาน ไม่ได้เที่ยวไหนเลย แล้วนี่ก็บล็อกเกี่ยวกับการเที่ยวเนาะ ไม่อยากพูดถึงเรื่องงานเท่าไหร่ คงไม่มีใครอยากฟังหรอก

 

ก่อนอื่น เริ่มที่…

การเดินทาง

การเดินทางในครั้งนี้ เราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินครับ คาดว่าถ้าเรานั่งรถตู้หรือรถทัวร์กัน กว่าจะถึงเชียงรายคงไม่มีแรงทำงานกันต่อแน่ ๆ

เราเลือกบินไฟลท์ 7.30 น. ครับ ไปถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงรายเวลา 8.45 น. ของสายการบินนกแอร์ครับ

ส่วนขากลับ ผมกลับไฟลท์ 21.30 จากท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถึงดอนเมือง 22.45 ครับ แต่เอาเข้าจริง เลื่อนเป็น 22.05 แทนซะงั้น

 

ในการจองตั๋วเครื่องบินของเราในครั้งนี้ เราก็ไม่ลืมที่จะจองกับ Traveloka เช่นเคย

ไปทำงาน เราก็จองตั๋วกับที่นี่ได้นะ ไม่ใช่ว่าจะจองไปเที่ยวได้อย่างเดียว

จิ้มแรง ๆ เลย ไม่ต้องกลัวเจ็บ >>> เปิดวาร์ป

 

วันที่ผมเดินทาง ฟ้าครึ้ม เมฆเยอะ แต่พอเครื่องบินขึ้นมาเหนือเมฆแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนบินอยู่เหนือขั้วโลกที่ข้างล่างมีแต่ภูเขาน้ำแข็งเลย

 

 

เมื่อเราถึงเชียงรายแล้ว…กองทัพต้องเดินด้วยท้อง (ตอนอยู่ดอนเมืองก็ฟาด Burger’s King ไปแล้วนะ)

เนื่องด้วยพี่ที่ไปด้วยอยากกินลาบ บอกว่ามาเมืองเหนือทั้งที ต้องหาอาหารเหนือกิน…แต่เช้าเกินไป ไม่มีร้านลาบเปิด เราเลยมาลงเอยกันที่ร้าน…

 

ข้าวขาหมูเชียงแสน

ร้านนี้อยู่แถว ๆ มหาวิทยาลัยแม้ฟ้าหลวงครับ มีหลากหลายเมนูให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูกรอบ, ข้าวหน้าเป็ด, ข้าวมันไก่, ก๋วยเตี๋ยว หรือ ผัดไท

 

ของผมสั่งข้าวขาหมูไม่หนัง หน้าตาก็จะประมาณนี้

แต่ถ้าสั่งแบบธรรมดา จะได้ประมาณนี้

ดูน่ากินขึ้นแฮะ…

 

สำหรับเรื่องรสชาติ ถ้ากินแค่ตัวน้ำราดอย่างเดียว ผมว่าหอม อร่อย รสชาติกลมกล่อม แต่ถ้ากินข้าวและหมู ผมว่ามันยังจืดไปหน่อย

ราคา จานละ 45 บาท

 

พิกัด

20.056674,99.875107,13

 

 

ร้านกาแฟ Parabola

ร้านนี้แนะนำมาโดยเจ้าถิ่นครับ ตอนได้ยินชื่อร้านนี้ครั้งแรก…ด้วยความที่เรียนมาสายวิทย์-คณิต รูปกราฟ y=x2 ลอยขึ้นมาในหัวเลยทีเดียว แต่ที่ร้านกลับไม่มีรูปกราฟนี้แฮะ เอ๊ะ…หรือมีแต่ตาเซ่อหาไม่เจอ

 

ร้านนี้อยู่ระหว่างทางก่อนถึงแม่จันครับ หาไม่ยาก อยู่ติดถนนเลย มีกล่องแดง ๆ แบบรูปข้างล่างนี้ตั้งอยู่

ผมชอบการตกแต่งของร้านนี้ มีมุมให้ถ่ายรูป นั่งเล่นชิลล์ ๆ เยอะดี ถ้าไม่ติดว่ามีงานต้องไปทำต่อ คงจะขอนั่งที่ร้านนี้ยาว ๆ

ในร้าน
ข้างร้าน

ผมสั่ง คาปูชิโน่เย็น หวานน้อยครับ แล้วก็ได้หวานน้อยในแบบที่ต้องการจริง ๆ น้ำตาจะไหล (บางร้านสั่งหวานน้อยนี่ต้องเสี่ยงดวงเอา ว่าจะยังหวานอยู่ หรือจืดชืดจนเหมือนน้ำล้างแก้ว) ราคาแก้วละ 75 บาท (ถ้าจำไม่ผิด เพราะไม่ได้จ่ายเอง เลยจำราคาไม่ได้) อร่อยดี ชอบ ๆ

นอกจากเมนูเครื่องดื่ม ยังมีเมนูอาหาร พวกสปาเกตตี้,สลัด และ ไส้กรอก(ใน WONGNAI มีคนบอกว่าเด็ด) หรือเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็น เค้กต่าง ๆ , พาย หรือ ชูครีม ฯลฯ ซึ่งเมนูพวกนี้ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นไง เพราะไม่ได้ลอง แต่พอเพื่อนเห็นว่าเช็คอินที่ร้านนี้ มันฝากซื้อครัวซองท์ซะงั้น

 

พิกัด

20.1086901,99.8731028

 

 

พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน หรือ พระพุทธนวล้านตื้อ (จำลอง)

นอกจากจะกระโดดจากของกินมาที่เที่ยวแล้ว เรายังกระโดดมาไกลถึงเชียงแสน อยู่ใกล้ ๆ กับสามเหลี่ยมทองคำกันเลยทีเดียว (บอกแล้วว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องงาน)

 

สำหรับชื่อ “ล้านตื้อ” นั้น จากการหาข้อมูลเขาบอกว่า….

“ตื้อ” เป็นมาตรวัดของชาวล้านนา หมายถึง โกฏิ (ที่มา)

ซึ่ง “โกฏิ” หมายความว่า สิบล้าน (อ้างอิง)

ดังนั้น… ล้านตื้อ จึงหมายถึง ล้านสิบล้าน เอ้า…งง… เขาน่าจะหมายถึงว่าใหญ่มาก หนักมากล่ะมั้ง

 

อันนี้เขาหมายถึงพระล้านตื้อองค์จริงนะครับ ซึ่งตามตำนานเขาบอกว่าจมอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณหน้าสถานีตำรวจเชียงแสน

ส่วนองค์ที่เราเห็นนี้เป็นองค์จำลอง แต่ก็ใหญ่ใช่ย่อยแฮะ (พระพุทธนวล้านตื้อ = พระพุทธล้านตื้อองค์ใหม่ (นว = ใหม่ (นี่บล็อกสอนภาษาไทยหรอ)))

องค์จำลองนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี 2547 เนื่องในมหามงคลสมัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 โดยประทับอยู่บนเรือแก้วกุศลธรรม

 

ส่วนชื่อ พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน นั้น…ผมลองหาข้อมูลแล้ว แต่ไม่พบที่มาที่แน่นอน แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะพระรัศมี(ส่วนที่อยู่บนยอดสุดของเศียรพระ บางทีก็เป็นเปลวบ้าง เป็นดอกบัวตูมบ้าง)ขององค์พระจริงถูกพบก่อนปี 2446 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของ ร.5 แล้วตอนที่สร้างองค์พระนี้อยู่ในรัชสมัยของ ร.9 เขาเลยตั้งชื่อให้มีคำว่า “สีแผ่นดิน” เพื่อบ่งบอกว่าพระองค์นี้อายุ 4 รัชกาล(อ้างอิง) (เดาล้วน ๆ เลยครับ อย่าเอาไปอ้างอิงนะครับ)

 

ที่หน้าองค์พระ มีรอยพระพุทธบาทจำลองด้วย เห็นคนมาตั้งเหรียญกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าความเชื่อนี้มาจากไหนกัน

 

นอกจากนี้ยังมีตุง(ธง) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่แถวนั้นด้วย

โดยข้างหน้าตุงนั้นจะมีอนุสาวรีย์พญาแสนภูตั้งอยู่ด้วย ซึ่งพญาแสนภูนี้เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 ของราชวงศ์มังราย ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 1868 เป็นผู้ฟื้นฟูให้เชียงรายยิ่งใหญ่และสวยงาม (อ้างอิง)

 

นอกจากอนุสาวรีย์พญาแสนภูแล้ว ตรงกลางระหว่างตุงทั้ง 2 (จริง ๆ ต้องเป็น 6 สิ) ยังมีรูปปั้นช้างตัวใหญ่ 2 ตัว ให้คนขึ้นไปถ่ายรูป หรือลอดท้องช้างเพื่อความเป็นศิริมงคลได้อีกด้วย

พิกัด

20.3520421,100.0806172

 

 

ร้านอาหาร บ้านไม้ในสวน

เราเจอร้านนี้จากการหาข้อมูลร้านอาหารแถวเชียงแสนในอินเตอร์เน็ทครับ โจทย์คือ “หาข้าวกินที่ร้านริมน้ำโขง”

แต่พอขับไปถึง…เอ๊ะ ร้านไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำโขงนี่หว่า เลยลองขับไปหาร้านใหม่เรื่อย ๆ จนไปถึงองค์พระเชียงแสน แต่ไม่เจอร้านที่ถูกใจ เลยแวะไหว้องค์พระก่อน แล้วหาข้อมูลกันอีกรอบ

แต่พอดูในแอป WONGNAI ร้านนี้ได้เรทติ้งสูงสุด เราเลยวกกลับมาที่ร้านนี้อีกรอบ

ถึงจะไม่ติดริมโขง แต่มองออกไปทางหน้าร้านก็มองเห็นฝั่งลาวเหมือนกันนะ

ก่อนพูดถึงอาหาร ขอพูดถึงบรรยากาศของร้านก่อน

 

ร้านนี้ให้อารมณ์เหมือนนั่งกินข้าวอยู่บ้านสวน(สมชื่อจริง ๆ )ที่มีลมพัดอยู่ตลอดเลย แล้วยิ่งตอนที่ผมไปอุณหภูมิประมาณ 13 องศา…หนาวเกิ๊นนนนนน

โต๊ะที่ผมนั่ง ขนาดนั่งในสุด ยังโดนลมอยู่ตลอด

 

ขอพูดถึงอาหารกันบ้าง วันนั้นเราสั่ง ลาบปลาทอด, ผัดฉ่าปลาบึก, กุ้งแช่น้ำปลา, แกงแคไก่, หลนเต้าเจี้ยว, ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แล้วก็ต้มยำปลาบึก (ถ้าจำไม่ผิด)

ลาบปลาทอด
แกงแคไก่
ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
ต้มยำปลาบึก

สำหรับข้าวสวยร้านนี้จะเป็นข้าวเจ้าผสมข้าวกล้องนะครับ (รึเปล่า…)

นั่งหนาวรออยู่ไม่กี่อึดใจ (สั่งแค่น้ำเปล่า ไม่ต้องสั่งน้ำแข็ง น้ำก็เย็นอยู่แล้ว) อาหารก็ทยอยมารัว ๆ ได้อาหารเร็วมาก และต่อเนื่องกันดีด้วย ชอบตรงนี้นี่แหละ

สำหรับอาหารแต่ละอย่าง ขอบอกว่า อร่อยมาก แซบมาก ขนาดผมเป็นคนไม่ชอบกินเผ็ด แต่อาหารที่นี่มันเผ็ดแบบอร่อย

ยิ่งกุ้งแช่น้ำปลา ร้านนี้จะไม่ราดน้ำมาเลยนะครับ เขาจะแยกน้ำมาให้เราตักราดเอาเอง ซึ่งน้ำราดนี่แซบมากกกกก แต่ก็อร่อยมาก ดีงาม อยากกลับไปกินอีก

(ที่ถ่ายรูปมาไม่ครบไม่ใช่อะไร หิวมาก ตอนนั้นอยากกินแล้ว ไม่อยากถ่ายแล้ว ขอโทษด้วยครับ ที่ปล่อยให้ความหิวอยู่เหนือหน้าที่)

กุ้งแช่น้ำปลา

 

พอเรากินอาหารกันเสร็จ เขาก็เสิร์ฟกล้วยไข่ให้ 1 หวีระหว่างที่รอเช็คบิล

ตอนแรกแต่ละคนก็อิดออดไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่ เพราะอิ่มกันมากแล้ว แต่พอมีคนนึงกินแล้วบอกว่ากล้วยอร่อยมาก เอาไปเอามากล้วยหมดหวีอย่างรวดเร็ว

ยังไม่พอ…ยังขอเขาอีก 1 หวีกลับไปกินต่ออีก

(กล้วยร้านนี้อร่อยจริง แนะนำเลย)

สรุปว่าร้านนี้ดีงามมาก ติดแค่ไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำใครผ่านมาแถวนี้ แนะนำให้แวะนะครับ

กล้วยที่แจก

 

พิกัด

20.3065138,100.091085

 

 

นางฟ้า มินิโฮเทล

มาถึงที่พักที่แรก และที่เดียวของโพสท์นี้ (อ่านไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมพูดถึงที่พักแค่ที่เดียว)

สำหรับโรงแรมนี้ อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่จันประมาณ 10 กิโลเมตร แต่อยู่ใกล้ทางไปดอยตุง

คนที่จัดการเรื่องที่พักเขาบอกว่า ที่นี่ถูกและโอเคสุดในย่านนี้แล้ว

แต่เจ้าถิ่นเขาแนะนำว่า พักในตัวเมืองเชียงรายเลยก็ได้ ระยะทางต่างจากที่นี่ประมาณ 10 กว่าโล แต่มีนู่นนี่เยอะกว่า (ที่กิน ที่เที่ยวงี้)

 

สำหรับโรงแรมนี้ หาไม่ยากครับ อยู่ติดถนนพหลโยธินเลย

และเนื่องจากมันติดถนนใหญ่ และตัวห้องค่อนข้างอยู่ติดถนน ทำให้โรงแรมนี้จะได้ยินเสียงรถวิ่งไปมาดังพอสมควร (แต่เอาจริง ๆ มันไม่เป็นปัญหาสำหรับผมนะ ผมชินแล้ว)

 

โรงแรมนี้มีสระว่ายน้ำด้วย อยู่กลางโรงแรมเลย…แต่อุณหภูมิ 13 องศา ผมขอบายนะครับ

สำหรับห้องพัก ผมว่าโอเคเลย สะอาด ขนาดกำลังพอดี รูปลั๊กเยอะพอสมควร (เหมาะกับคนไอที ที่มีอุปกรณ์ต้องชาร์จแบตหลายอัน)

 

อีกอย่างที่ผมชอบคือ วิวหลังห้อง… คือข้างหลังของที่นี่เป็นทุ่งนาครับ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านเลย แต่เสียดายตอนนี้ไม่มีต้นข้าวเขียว ๆ แล้ว เลยเป็นตามรูปข้างล่างนี้ครับ

ถ่ายจากระเบียงหลังห้อง ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศา ลมก็พัดเหลือเกิ๊นนนนน
วิวจากระเบียงหลังห้อง ตอนเช้า

 

อ้อ…ที่นี่ไม่มีอาหารเช้าให้นะครับ แถมแถว ๆ นั้นก็ไม่มีร้านค้า ร้านอาหารอะไรให้หาซื้อกินได้ แต่มีชา กาแฟ ขนม คอยให้บริการอยู่ข้างเคาเตอร์รีเซปชัน

หนาวจนมือสั่นถ่ายออกมาเบลอเลย

สำหรับที่นี่ผมโอเคเลย อาจจะติดหน่อยที่แถวนั้นไม่มีร้านสะดวกซื้อให้ลงไปซื้อขนมมากินตอนดึก

 

พิกัด

20.255868,99.855799

ช่องทางการจองที่พัก

คลิ้กแรง ๆ

 

 

ตลาดเช้าแม่จัน

เนื่องจากที่พักไม่มีอาหารเช้าให้ เราเลยเลือกที่จะไปหาของกินกันที่ตลาดเช้าแม่จันกัน

ตลาดเช้าแม่จันหาไม่ยาก(อีกแล้ว) เปิด Google Maps แล้วตามไปได้ (เดี๋ยว ๆ แบบนี้ก็ได้หรอ)

 

ตลาดเช้าที่นี่ก็เหมือนตลาดสดทั่วไป มีของสด ของแห้ง หรืออาหารปรุงสุก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในครัวเรือน

มีของที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้างขายอยู่เยอะแยะเลย แต่ไปสะดุดตากับของกินอย่างนึง รูปร่างคล้าย ๆ วุ้นที่เขาตัดขายในถาดเป็นชิ้นเหลี่ยม ๆ แต่มันไม่ใช่วุ้น มันสีเหมือนแกงเผ็ด มีชิ้นเนื้อหมูอยู่ด้วย

หน้าตาประมาณนี้

รูปจาก http://www.goodlifeupdate.com/52857/healthy-food/kangkadang/

จากการสอบถามคุณป้าคนขาย สิ่งนี้เรียกว่า “แกงหมูกระด้าง” ครับ มันคือแกงหมูที่ผ่านการแช่เย็นมา

สาเหตุที่มันแข็งได้ เพราะมันมีส่วนประกอบของเจลาตินที่มาจากเอ็นเยอะ พอมันเจออากาศเย็นมันเลยแข็งตัวแบบนี้

 

คาดว่าน่าจะเป็นอาหารยอดฮิตของที่นี่นะครับ เพราะตอนที่ผมไปก็เห็นว่าป้าเขาขายไปหมดเกินครึ่งถาดใหญ่แล้ว

จากปากคนเจ้าถิ่น พี่เขาบอกว่า โดยปกติคนที่ซื้อไปเขาจะกินทั้ง ๆ เย็นแบบนี้เลย แต่บ้านพี่เขาจะเอาไปอุ่นก่อนค่อยกินครับ

แต่ผมไม่ได้ลองนะครับ ว่ารสชาติเป็นยังไง ใครเคยกินช่วยบอกทีว่าอร่อยมั้ย

 

กลับมาที่เรื่องข้าวเช้าของเราต่อ…หลังจากที่เดินสักพัก จนถึงโซนอาหารปรุงสุกแล้ว ก็จะเจอพวก หมูปิ้ง โจ๊ก อะไรพวกนี้ แต่ไม่มีที่นั่งกินนี่สิ เราเลยจำเป็นต้องกลับไปร้านอาหารร้านนึง ที่เราเล็งกันไว้ก่อนที่จะถึงที่นี่ ซึ่งเดี๋ยวจะพูดถึงอีกทีในหัวข้อถัดไป

 

แต่ขอพูดถึงสิ่งนี้ก่อน…ผมเห็นตอนเดินเข้ามาครับ ปกติเขาจะไม่วางกันแบบนี้ เห็นว่าแปลกดี เลยถ่ายรูปมา นั่นคือ….

แล้วเอ็งจะไปโฟกัสพี่ที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างหลังทำไม

 

พิกัด

20.148013,99.8549819

 

 

ร้านกาแฟแม่จัน

หลังจากที่เราล้มเหลวในการหาข้าวเช้ากินกันที่ตลาดเช้าแม่จัน เราก็เดินย้อนกลับไปร้านนึงที่สะดุดตาตอนที่เราเข้ามา

ตอนแรกเห็นเป็นร้านกาแฟ แต่มีอาหารขายอยู่ด้วยแฮะ

 

สำหรับที่นี่มีอาหารไม่กี่ชนิดครับ วันที่ผมไปมี ขนมจีนน้ำเงี้ยว, แกงเขียวหวาน(จะราดข้าวหรือขนมจีนก็ได้), ขนมจีบ แล้วก็อะไรอีกนี่แหละ จำไม่ได้ แต่ออกแนวข้าวแกง

แต่ผมไปสะดุดตาอาหารอย่างนึง (ทำไมเอ็งสะดุดตาบ่อยจังวะ) ตอนแรกเห็นห่อใบตอง นึกว่าเป็นขนมเทียนอันใหญ่ แต่พอแกะออกมา เฮ้ย ทำไมเป็นข้าว เหมือนข้าวต้มมัด + บ๊ะจ่าง

แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งนี้เรียกว่า “ข้าวกั๊นจิ้น” ครับ

เขาจะเสิร์ฟมาพร้อมกับโรยกระเทียมเจียว, แตงกวา, ต้นหอม และผักอะไรสักอย่าง

สำหรับข้าวกั๊นจิ้นนั้นก็คือข้าวสวยที่ผสมกับเนื้อหมูสับและเลือดหมูแล้วห่อใบตองแล้วไปนึ่งครับ

ซึ่ง “กั๊นจิ้น” แปลว่า คั้นชิ้น ซึ่ง ไอ้คำว่า “จิ้น” เป็นภาษาเหนือ แปลว่าเนื้อ (ถ้าออกเสียงแบบภาษากลาง ก็คือ “ชิ้น” แต่ถ้าออกเสียงแบบอิสานจะเป็น “ซิ้น”)

มันคั้นตรงไหน…ก็ตอนที่ผสมคลุกเคล้าให้ส่วนผสมต่าง ๆ มันเข้ากันนี่แหละครับ

 

ดูจากปริมาณแล้ว…ข้าวแค่นี้ไม่น่าอิ่ม ผมเลยสั่งขนมจีนน้ำเงี้ยวเพิ่มอีก 1 ถ้วยครับ

โต๊ะลายคิตตี้ คิวท์ไปอี๊กกกกก

เขาใส่อะไรบ้างไม่รู้ล่ะ…รู้แต่ตอนสั่งผมบอกป้าคนขายว่า ขอเลือดเยอะ ๆ ครับ

อร่อยดี รสชาติกลมกล่อม เผ็ดนิด ๆ พอเป็นพิธี ยิ่งกินกับข้าวกั๊นจิ้น เข้ากันมาก ๆ ลำแต๊ ๆ (ป้าเจ้าของร้านมาบอกทีหลังว่า ต้องกินคู่กันแบบนี้นี่แหละ)

สำหรับขนมจีนน้ำเงี้ยวนี้ เขาบอกว่า แต่ก่อนเขาไม่ได้กินขนมจีนกับน้ำเงี้ยว เพิ่งจะประยุกต์มากินคู่กันเมื่อไม่นานมานี่เอง ซึ่งน้ำเงี้ยว เป็นอาหารของชาวเงี้ยว หรือชาวไทใหญ่ มีดอกงิ้วเป็นส่วนประกอบ (อย่าสับสนว่าคำว่าเงี้ยว มาจาก งิ้ว นะครับ) (อ้างอิง)

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน (เดี๋ยว ๆ ตั้งแต่เช้าเลยหรอ) ก็เลยสั่งกาแฟไป 1 แก้ว

ขอเป็นเมนูเดิมที่เคยสั่งที่ร้าน Parabola ละกัน จะได้เปรียบเทียบง่าย ๆ นั่นคือ คาปูชิโนเย็น หวานน้อย

โอ้โห…จิบไปคำแรก ตื่นเลย กาแฟเข้มข้น หอมอร่อยมาก

เห็นว่าที่นี่ใช้กาแฟอราบิก้า 100% ที่ปลูกบนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และคั่วโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ

ใครชอบกาแฟเข้มข้น ๆ แนะนำให้สั่งเมนู “กาแฟแม่จัน” ที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านครับ เข้มจนต้องขอใส่นมเพิ่มกันเลยทีเดียว (คนที่สั่งเขาว่ามางี้)

กาแฟร้านนี้ดีดจริง ๆ กินตอนเช้า ตอนเย็นก็ยังไม่ง่วง แรงจนหลายคนบ่นว่าเมากาแฟกันเลยทีเดียว (ตกลงมันดีใช่มั้ย)

 

ระหว่างที่เรานั่งกินข้าวกันอยู่ ก็เจอพี่เจ้าถิ่นที่บังเอิญมากินข้าวที่ร้านนี้เหมือนกันพอดี

พี่เขาบอกว่าร้านนี้เป็นร้านดังของที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องกาแฟ

ทำไมพวกเราตาถึงมาร้านดังโดยไม่รู้ตัวแบบนี้นี่

 

ต่อจากของคาว…ก็ต้องเป็นของหวาน

ร้านนี้มีของหวานหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย เช่น ข้าวต้มมัด(อันนี้ผมไม่ได้กิน แต่คนที่กินบอกว่าอร่อยดี), ขนมเปียกปูน หรือจะเป็นขนมฝรั่งหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นบานนอฟฟี่พาย, พานาคอตต้า, พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม และอีกหลาย ๆ อย่างให้เลือกซื้อกัน

 

ผมซื้อมากิน 2 อย่างครับ คือ บานนอฟฟี่พาย(ถ้ามีโอกาส ผมจะสั่งเมนูนี้เกือบทุกที่) กับ พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม

ขอเริ่มที่ บานนอฟฟี่พายก่อนเลยนะครับ

โดยรวมก็อร่อยดี ครีมหวานกำลังดี ส่วนที่เป็นครัสท์คุกกี้ข้างล่าง (ไม่ใช่คุกกี้เสี่ยงทายนะ) กรอบหอมช็อคโกแล็ต แต่ติดที่กล้วยที่เป็นจุดขายของบานนอฟฟี่พายมันยังไม่ค่อยหอมหวานเท่าไหร่

แต่ราคา 20 บาท ถือว่าคุ้มราคาอยู่

 

ต่อมาก็ พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม

คำแรกที่ตักเข้าปากเลย…หอมกลิ่นมะพร้าวมากกกกกกกกกก

แต่….หวานมากกกกกกก

รส และเนื้อสัมผัสของน้ำ คือเข้มข้นเกินราคา 25 บาทมาก

ส่วนตัวพุดดิ้งก็นุ่มกำลังดี ไม่เละไป ไม่แข็งไป

ใครชอบกินพุดดิ้ง อันนี้ผมแนะนำเลย แต่ถ้าไม่ชอบของหวาน ๆ อย่าได้เผลอหยิบมาเด็ดขาด แล้วจะหาว่าไม่เตือน

 

จบเรื่องของกิน มาดูบรรยากาศภายในร้านกันดีกว่า

ร้านนี้ตกแต่งสไตล์ย้อนยุคให้ความรู้สึกถึงยุค 80-90 ตอนที่เห็นของตกแต่งบางอย่าง…นี่มันของที่เคยเห็นตอนเด็ก ๆ เกือบทั้งนั้นเลยนี่หว่า แต่บางอย่างก็เก่าเกิน เกิดไม่ทันนะ

ตามผนังก็จะมีรูปเก่า ๆ ของบ้านเมืองเชียงรายประดับอยู่ บางรูปนี่แม่ผมยังไม่เกิดเลย

 

ร้านนี้มีที่นั่งและมุมต่าง ๆ มากมายหลายรูปแบบให้เลือกนั่งกันได้ตามใจชอบเลยครับ

ไอ้เสื้อลายนี่โผล่มาอีกแล้ว

ขอจบการรีวิวร้านนี้แต่เพียงเท่านี้…ก่อนที่จะไปทำงานสาย (นี่แค่แวะหาข้าวเช้ากินก่อนไปทำงาน ยังเขียนได้ยาวขนาดนี้)

 

พิกัด

20.1478775,99.8528487

 

 

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

หลังจากที่เราทำงานกันเหน็ดเหนื่อย เราก็มีเวลาว่างก่อนที่จะบินกลับกรุงเทพฯ กัน (คนอื่นนะครับที่กลับ ผมยังไม่กลับ) เราก็หาที่เที่ยวที่อยู่ระหว่างทางและไม่ไกลจากสนามบินมากนัก สุดท้ายก็มาลงเอยที่นี่

 

สำหรับที่นี่ เป็นบ้านที่ท่านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์จิตกรรม ปี 2544 เคยอยู่อาศัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ มีผลงานที่ท่านอาจารย์ถวัลย์เคยสร้างสรรค์ไว้จัดแสดงอยู่มากมายตามอาคารต่าง ๆ ถึง 36 หลัง

ค่าเข้าชม 80 บาทถ้วน ราคานี้สำหรับทั้งคนไทยและต่างประเทศ

 

เนื่องจากมีเวลาจำกัด และมีค่าเข้าชม…เราเลยเกรงว่าเราจะใช้เวลาอยู่ข้างในไม่คุ้มค่า 80 บาท เราเลยเลือกที่จะไม่เข้าไปข้างใน ถ่ายรูปแค่ข้างหน้าพอ (แบบนี้ก็ได้หรอ)

แต่ไม่เป็นไร ผมเคยเข้าไปข้างในเมื่อปี 2556 แล้ว ขอเอารูปเก่าที่เคยถ่ายไว้มาโพสท์แล้วกันนะครับ แต่ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะมันนานจนผมจำอะไรแทบไม่ได้แล้ว (ขออภัยที่รูปอาจจะแปลก ๆ หน่อย ตอนนั้นยังถ่ายรูปไม่ค่อยเป็น (ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นเหมือนเดิม))

พิกัด

19.9666698,99.8199472

 

 

Chivit Thamma Da Coffee House & Bistro

พอไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์บ้านดำเราเลยมีเวลาเหลือ แต่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนเลยเลือกที่จะหาของกิน

ร้านนี้เป็นร้านดังแห่งนึงของเชียงราย

ร้านอยู่ริมแม่น้ำกกเลยครับ หาไม่ยาก(อีกแล้วหรอ) เสิร์ช Google ก็หาเจอ ถามคนแถวนั้นก็น่าจะรู้จักกันหมด แต่เวลาเข้าซอยไปแล้ว อาจจะเลี้ยวหลายทีหน่อยแต่มีป้ายบอกทางอยู่ไม่น่าหลงได้

 

จริง ๆ แล้วร้านนี้ผมมีโอกาสได้มาแวะ 2 ครั้ง ครั้งแรก ก่อนไปส่งคนอื่นกลับกรุงเทพ ครั้งที่สอง ก่อนผมกลับกรุงเทพ

ร้านนี้มีอะไรดี ถึงทำให้ผมมา 2 ครั้ง

 

อย่างแรกเลย คือ บรรยากาศดีมาก ยิ่งเจออากาศแบบนี้เข้าไปอีก หนาวววว…ไม่ใช่ละ

อากาศหนาว ๆ จิบโกโก้อุ่น ๆ ระหว่างชมวิวแม่น้ำกกตอนพระอาทิตย์ตก ไม่มีอะไรจะดีไปมากกว่านี้แล้วล่ะ

วิวแม่น้ำกกตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก จากร้านชีวิตธรรมดา

อย่างที่สอง คือ ขนมร้านนี้อร่อย จริง ๆ ร้านนี้มีอาหารขายด้วยนะครับ แต่วันที่ผมไปไม่ได้สั่งมากิน สั่งแต่เครื่องดื่ม กับ ขนม เลยไม่ขอพูดถึงอาหารนะครับ

 

ครั้งแรกที่ไปพวกผมสั่ง บานนอฟฟี่พาย, แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล, แมงโก้ชีสเค้ก, นิวยอร์คชีสเค้ก, เค้กมะพร้าว, ช็อคโกแล็ตขาวร้อนสูตรคุณตา, Mango Sago, Mint Lemonade and Ginger Ale (สะระแหน่+นำ้ผึ้ง+จิงเจอร์เอล(ในเมนูเขียนว่างี้)) และ สับปะรดภูแล+มะนาวปั่น

ครั้งที่สองพวกผมสั่ง บานนอฟฟี่พาย, แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล (2 อย่างแรกอร่อยจนต้องสั่งซ้ำ), ช็อคโกแล็ตขาวร้อนสูตรคุณตา แล้วก็ Piccolo Latte

 

ขอแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงขนม และ ช่วงเครื่องดื่มนะครับ

เริ่มที่ ขนม

 

บานนอฟฟี่พาย

บอกแล้วว่าเป็นเมนูที่ผมจะสั่งตลอดถ้ามีโอกาส และที่นี่ก็ไม่พลาดเช่นกัน แล้วยิ่งเห็นว่าเป็นเมนูแนะนำใน WONGNAI ผมยิ่งไม่อยากพลาด

บานนอฟฟี่พายของที่นี่จะแบ่งเป็น 5 ชั้น + ซอส

 

ชั้นบนสุดเป็นผงช็อคโกแล็ต กลิ่นหอม รสชาติเบา ๆ

ชั้นถัดมาเป็นครีมเนียนนุ่ม รสหวานเบา ๆ

ถัดมาเป็นกล้วยหอม หอมหวานกำลังดี ไม่ดิบไป ไม่สุกไป

ถัดมาเป็นมูสช็อคโกแล็ตรสชาติเข้มข้น ไม่หวานมาก แต่หอมกลิ่นโกโก้เข้มข้น

ชั้นล่างสุดเป็นแป้งคุกกี้ (จะไม่เล่นมุก คุ้กกี้เสี่ยงทายซ้ำเป็นรอบที่สองเด็ดขาด) กรอบกำลังดี หอมกลิ่นเนย แต่บางทีก็รู้สึกว่าบางไปนิด อยากได้หนากว่านี้หน่อย

และสุดท้ายคือซอสคาราเมลที่ราด หอมกลิ่นคาราเมล แต่มีบางคนบอกว่าหวาน แต่ผมว่ากำลังพอดี

 

สรุปเมื่อกินรวมกัน…ดีงามพระรามแปด อร่อยมาก ชอบ ๆ อยากกินอีก

 

แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล

สำหรับเมนูนี้ จะเสิร์ฟคู่กับไอศครีมวนิลลาครับ ขอพูดถึงตัวแอปเปิ้ล ครัมเบิ้ลก่อนนะครับ

ผมจะเรียงตามลำดับชั้นจากบนลงล่างเหมือนเดิมนะครับ

 

เริ่มที่ซอสวนิลลา…อันนี้หอมวนิลลาเบา ๆ กลิ่นไม่แรงมาก เหมือนเอาไว้ตกแต่งเป็นหลัก แต่ก็ดีครับ รสชาติจะได้ไม่ไปตีกันกับตัวไส้

ครัมเบิ้ล…กรุบ ๆ กรอบ ๆ หอมกลิ่นเนย

ไส้…ดีงามมาก แอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ผสมกับกลิ่นของอบเชย รสชาติกำลังดี ไม่หวานจนเกินไป

แป้ง…กรอบกำลังดี ไม่แข็งไม่อ่อนจนเกินไป

 

กินรวมกันทั้งหมด ดีงามพระรามแปด

ส่วนไอศครีม น่าจะเป็นของที่ทางร้านทำเองนะครับ ไม่น่าจะใช้ไอศครีมแบบที่มีทั่วไปตามตู้ เพราะรสชาติไม่คุ้นเลย แต่อร่อยดีครับ กลิ่นวนิลลาหอมดี แต่ไม่หอมจนเกินไป และที่สำคัญคือไม่หวานมาก ยิ่งกินคู่กับแอปเปิ้ลครัมเบิ้ลนี่…เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม (ถ้าไม่มีค่ามากพอนะ)

 

แมงโก้ชีสเค้ก

สำหรับเมนูนี้…แบ่งเป็น 2 ชั้น กับ 1 ชิ้น ละกันนะครับ ไอ้ก้าน ๆ ช็อคโกแล็ตนั่นผมไม่ได้แตะ ไม่รู้ใครเอาไปกินก่อน

 

เริ่มที่ 1 ชิ้นบนสุด…ต่อนมะม่วง (เรียกชิ้นเหอะนะ ขอร้อง) จริง ๆ มันมี 3 ชิ้นเล็ก ๆ แต่ขอนับเป็น 1 ละกันนะครับ อาจจะเป็นเพราะมันอยู่นอกฤดูมะม่วง เลยไม่ค่อยโดนใจ Mango Lover อย่างผมเท่าไหร่ แต่ก็พอได้แหละ

ถัดลงมาเป็น ชีสเค้ก อร่อย หอมกลิ่นชีส และ กลิ่นมะม่วงผสมกันอย่างลงตัว กินได้เพลิน ๆ ไม่เลี่ยนเลย

ล่างสุดก็เป็นแป้งคุ้กกี้ (จริง ๆ เขาเรียกว่า “ครัสท์” แต่มันก็เหมือนกับคุ้กกี้มาบด ๆ อ่ะ) น่าจะเป็นอันเดียวกันกับของบานนอฟฟี่ แต่อันนี้จัดมาให้หนาเลย ถือว่าชดเชยให้บานนอฟฟี่ได้อยู่

 

เมื่อกินทุกอย่างพร้อมกันก็อร่อยเลย (ตั้งแต่กินมา มีอะไรไม่อร่อยบ้างเนี่ย)

 

นิวยอร์กชีสเค้ก

สำหรับเมนูนี้ จะคล้าย ๆ กับ แมงโก้ชีสเค้ก แต่จะเป็นเลม่อนแทนมะม่วง นอกจากนี้ยังมีชั้นของมูสเลม่อนเพิ่มมาอีกชั้น

ไม่ขอพูดแยกชั้นนะครับ เพราะมันก็คล้าย ๆ กัน แต่อันนี้จะหอมกลิ่นเลม่อนพอสมควร

ถ้าถามว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน ก็คงจะเป็น แมงโก้ชีสเค้กครับ ถึงแม้ว่ามะม่วงจะยังไม่ค่อยโดน แต่โดยรวมผมชอบมากกว่า สงสัยว่าต้องรอช่วงมะม่วงแล้วไปลองกินดูอีกที เผื่อมะม่วงที่เอามาวางบนหน้าจะอร่อยขึ้น

 

เค้กมะพร้าว

จริง ๆ เมนูนี้ก็ดีงามนะ ตัวเค้กนุ่ม ครีมหอม ใส้อร่อย แต่ผมเคยกินที่มันอร่อยกว่านี้อ่ะ เดี๋ยววันหน้าจะมารีวิวร้านที่เค้กมะพร้าวอร่อยให้อ่านกันอีกทีนะครับ

 

ช็อคโกแล็ตขาวร้อนสูตรคุณตา

ครั้งแรกที่มาร้านนี้ ผมเห็นคนที่มาทำงานด้วยกันสั่งครับ พอมาครั้งที่สอง อากาศหนาว ๆ แล้วอยากหาของร้อน ๆ กิน ก็เลยลองสั่งเมนูนี้ครับ

ถ้าสังเกตที่รูปดี ๆ ตรงวิปครีมจะเห็นก้อนกลม ๆ ขาว ๆ อันนี้ผมเดาว่าจะเป็นไวท์ช็อคโกแล็ตนะครับ เพราะตอนที่ผมสั่งมา ไม่ทันได้กิน มัวถ่ายรูป แล้ววิปครีมมันละลาย ไอ้ก้อนนี้มันเลยหล่นลงไปข้างล่างก่อน

 

และถ้าดูที่รูปอีกที จะสะดุดกับก้านอบเชยอันใหญ่ เขาให้เอามาคนช็อคโกแล็ตครับ ใครชอบกลิ่นอบเชยมากก็คนนานหน่อย แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องคนก็ได้ แต่ตอนที่ผมสั่งเอง ผมไม่ได้ก้านอบเชยแฮะ

 

พูดถึงรสชาติ เมนูนี้ค่อนข้างหวานพอสมควร ด้วยที่มันเป็นไวท์ช็อคโกแลต คือเป็นช็อคโกแลตผสมนม กลิ่นโกโก้จะไม่ค่อยแรงนัก นอกเหนือจากนี้ยังมีกลิ่นอบเชยอยู่อ่อน ๆ จิบตอนหนาว ๆ นี่ สุดยอดมาก (จะดีกว่านี้ ถ้ามันไม่หวานมากขนาดนี้)

 

ส่วนถ้าใครอยากกินดาร์กช็อคโกแลต จะมีเมนู”ช็อคโกแลตสูตรคุณย่า” ให้สั่งนะครับ

 

Mango Sago

เมนูนี้ชื่อคุ้น ๆ … ใช่แล้ว เคยเจอตอนหาข้อมูลที่เที่ยวฮ่องกงในโพสท์ [Trip & Tips] วางแผนเที่ยวฮ่องกง 3 วัน 2 คืน ด้วยตัวเอง Feat. อากู๋ Part : 2/2

 

ในเมนู เขาเขียนอธิบายไว้ว่า มันคือน้ำมะม่วงปั่น ใส่เม็ดสาคู และกะทิเข้มข้น

แต่พอเอาจริง…แทบไม่รู้สึกถึงรสชาติของกะทิเลย

เม็ดสาคูก็แข็ง มะม่วงก็ไม่ใช่หน้ามันอีก

สรุปว่า…เมนูนี้ไม่ผ่านนะครับ

 

สำหรับเมนูอื่น…ผมไม่ได้กินครับ ผมเลยไม่ขอรีวิวว่ามันอร่อยมั้ยอะไรยังไง ลงแค่รูปแล้วกันนะครับ

Mint Lemonade and Ginger Ale กับ สับปะรดภูแล+มะนาวปั่น
Piccolo Latte

 

สำหรับร้าน ชีวิตธรรมดา นี้ ผมว่าพวกเบเกอรี่นี่โอเคเลย แต่พวกเครื่องดื่มยังไม่โดนเท่าไหร่

 

ส่วนบรรยากาศร้าน ร้านนี้ตกแต่งแนวเหมือนบ้านฝรั่งเก่า ๆ (เคยไปหรอ…เปล่า เคยเห็นในหนัง) มีมุมต่าง ๆ ให้ถ่ายรูปเล่นพอสมควร รูปที่ถ่ายมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ ถ่ายเฉพาะบริเวณที่นั่งกิน ไม่ได้เดินสำรวจส่วนอื่นของร้านเลย ยังขาดอีกหลายมุม

อันนี้โต๊ะคนอื่นนะครับ

 

ใครผ่านมาที่เชียงราย อย่าลืมแวะมาร้านนี้กันนะครับ แต่ถ้าไม่ได้มาแวะก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ถือว่าผิดอะไร

 

พิกัด

19.9217361,99.8450606

 

 

Charin Cafe

วาร์ปมาที่พะเยาเลยนะครับ…เอ จริง ๆ น่าจะใช้คำว่า วาร์ปมาแถว มหาวิทยาลัยพะเยา น่าจะถูกกว่า

 

สำหรับร้านนี้น่าจะเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี เพราะถามรุ่นน้องที่เรียนที่นี่จบปีการศึกษา 2559 มันไม่รู้จักร้านนี้ครับ เปิด Street View ชี้ตำแหน่งให้มันดู มันบอกว่าตรงนั้นเคยเป็นร้านเหล้า (ดูจากป้ายร้าน เขียนว่า Est.2016 ก็น่าจะตามนั้นแหละครับ)

ผมเจอร้านนี้จากการการเสิร์ชหาร้านกาแฟหน้า ม.พะเยา เพื่อนั่งรอน้องครับ

 

ร้านนี้ ผมก็มา 2 ครั้ง(อีกแล้ว)…ครั้งแรก มาเพราะเสิร์ชเจอ ครั้งที่สอง มาแบบไม่ตั้งใจ ตั้งใจจะไปร้านอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องน้อง (ได้จากการเสิร์ชหาอีกเช่นเคย) แต่ร้านนั้นปิดไปแล้ว เลยเดินมาร้านนี้อีกรอบ (ระยะทางประมาณ 950 เมตร ก็ยังเดินไปเนาะ)

 

รอบแรกที่ไป ไปถึงตอนเย็น ฝนตก อากาศหนาว เลยหาของอุ่น ๆ กิน นั่นก็คือ โกโก้ร้อน

โกโก้ร้อน ราคาแก้วละ 50 บาท เสิร์ฟมาพร้อมกับบิสกิต 3 ชิ้น

ตัวโกโก้เข้มข้นมาก และหวานมากด้วย ถ้าจะให้ดีควรสั่งหวานน้อย

ส่วนช้อนที่ให้มา แนวมาก และ กินยากมาก รู้สึกได้ว่าตอนตักกินจะหกมากกว่าเข้าปาก

ผมชอบโกโก้ข้น ๆ แบบนี้นะ แต่ติดที่มันหวานเกินไป สงสัยบิสกิตที่แถมมา จะเอาไว้กินแก้หวาน

 

ส่วนรอบที่สอง ผมไปตอนบ่าย ๆ อากาศหนาวเหมือนเดิม แต่เท่าที่หาข้อมูลมา เขาบอกว่าบิงซูมันม่วงร้านนี้เด็ด มีหรือจะพลาด

เมนูนี้ เขาเสิร์ฟวิปครีมแยกใส่อีกถ้วยครับ

บิงซูถ้วยละ 179 บาท อร่อยดี หอมกลิ่นมันม่วงเบา ๆ ไม่ต้องราดนมข้นเยอะก็อร่อยแล้ว

ส่วนวิปครีมก็หวาน ๆ เค็ม ๆ กินเพลิน ๆ อ้าว หมดซะงั้น

มือซ้ายราดนมข้น มือขวาถ่ายรูป T^T

นอกจากเครื่องดื่ม กับ ขนม และ ของหวาน ร้านนี้ก็มีของคาวขายด้วยครับ แต่ผมไม่ได้สั่ง เลยขอข้ามส่วนนี้ไป (มาคิด ๆ ดู โพสท์นี้ไม่ค่อยมีของคาวเลย มีแต่ของหวาน)

 

ส่วนบรรยากาศร้าน แบ่งเป็น ในร้าน กับ นอกร้าน นะครับ

เริ่มที่ในร้านเลย คาดว่าเจ้าของร้านหน้าจะชอบการ์ตูนเรื่อง วันพีซ (One Piece) นะครับ เพราะของประดับตกแต่งร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจากเรื่องนี้ทั้งนั้น แล้วก็มีตุ๊กตุ่นจากเรื่องอื่นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ คนชอบของเล่นแบบผมเห็นแล้วอยากได้เลย

ส่วนเรื่องที่นั่ง ก็มีทั้งแบบโต๊ะเล็ก โต๊ะใหญ่ สามารถเลือกนั่งกันได้ตามสะดวกครับ

จริง ๆ มันมีอีกฝั่ง แต่ผมไม่ได้เดินไปทางนั้นนะครับ เลยไม่มีรูป

 

ส่วนข้างนอก จะมี 2 ส่วน คือ สวนหลังร้าน กับ โซนโต๊ะพูล(โซนนี้ไม่ได้ไป แต่เห็นได้จากรูปที่ถ่ายหน้าร้าน)

สวนหลังร้าน จะมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่หลายจุด มีกระโจมตั้งอยู่ด้วย ตามรูปข้างล่างนี้เลย

บรรยากาศดีมาก ถ้ามืดกว่านี้อีกนิด น่าจะถ่ายรูปสวยกว่านี้ แต่อากาศมันหนาว ผมอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว

 

ใครผ่านมาแถวม.พะเยา ลองแวะมาร้านนี้ได้ครับ เสิร์ชชื่อร้านใน Google Maps แล้วตามมาได้ (ใน Google Maps ชื่อร้านเป็น Charin Coffee แฮะ)

แต่ถ้าดู Street View จะไม่เห็นร้านนี้นะครับ แต่ไปตามหมุดที่ปักไว้ได้เลย ไม่หลงแน่นอน (แต่ทางในซอยแอบแคบนิดนึง)

 

พิกัด

19.0328663,99.9266356

 

มหาวิทยาลัยพะเยา

ถึงที่นี่จะไม่ใช่ที่เที่ยว แต่ในเมื่อผมได้มารับจ็อบที่นี่ก็ขอพูดถึงหน่อยแล้วกัน (มาถ่ายรูปรับปริญญาครับ (ปกติไม่ได้รับถ่ายนะครับ แต่ถ้ามีคนรู้จักขอให้ถ่ายให้ก็ไปครับ) ดังนั้น รูปที่จะใช้ในหัวข้อนี้จะเป็นรูปรับปริญญานะครับ ไม่ได้ถ่ายวิวมาเลย…ไม่ใช่อะไร ลืมมมมมมม)

 

ขอเล่าประวัติของที่นี่คร่าว ๆ นะครับ

แต่ก่อนที่นี่ชื่อ “มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา” แล้วมาเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา” เมื่อปี 2550 และเมื่อปี 2553 ก็ได้รับการจัดตั้งเป็น “มหาวิทยาลัยพะเยา” ดังปัจจุบัน (อ้างอิง)

สำหรับที่นี่ ตัว ม.จะอยู่ในดอยนะครับ จากประตูหน้า ม. ถึงตัว ม.มีระยะทางประมาณ 4.7 กิโลเมตร ไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์เข้าไปได้นะครับ เพราะ ม. เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของนิสิต เนื่องจากทางค่อนข้างอันตราย แล้วเขากลัววัยรุ่นซ่าขับไม่ระวังจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เลยให้จอดรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้า ม. ซึ่งที่จอดรถใหญ่พอสมควร น่าจะเพียงต่อการจอดรถของนิสิตทั้ง ม.

 

ส่วนรถยนต์ สามารถขับขึ้นไปได้ปกติครับ

 

แล้ว…ถ้าห้ามเอารถจักรยานยต์ “ขึ้นม.” แล้ว นิสิตที่นี่เขาเดินทางไปเรียนกันยังไง (ที่นี่ใช้คำว่า “ขึ้น ม.” แทนคำว่า “เข้า ม.” และ “ลง ม.” แทนคำว่า “ออกจาก ม.” ครับ…ตอนแรกที่ได้ยินก็งง ๆ ว่าคนเหนือเขาใช้คำนี้กันหรอ แต่พอได้เข้าไปใน ม. แล้วถึงได้รู้ว่า ทำไมเขาถึงใช้คำนี้กัน เพราะเราต้องขึ้นดอยเพื่อเข้าไปในตัว ม. จริง ๆ)

คือเขาจะมีรถบริการรับส่งตามจุดต่าง ๆ ทั่ว ม. ครับ โดยจุดขึ้นรถจะอยู่ใกล้ ๆ ประตูหน้า ม. แต่กว่าจะเดินจากประตูถึงที่รอรถ ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน (เด็กเกษตรที่เขาว่าเดินเก่ง ๆ พอต้องมาเดินขึ้นดอยแบบนี้ ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน)

 

สำหรับตึกต่าง ๆ ของที่นี่ จะออกแบบแนวศิลปะล้านนาร่วมสมัย ซึ่งเท่าที่ดูคร่าว ๆ การออกแบบแต่ละตึกจะค่อนข้างไปในแนวทางเดียวกัน แต่คราวนี้ผมได้ไปถ่ายรูปให้น้องที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลยจะมีแต่รูปของตึกคณะนี้เป็นหลักครับ

เห็นตึกนี้ครั้งแรกผมสะดุดตาเลย มันดูแปลกตาดี มีโครงเหล็กรอบอาคาร ออกแนวอวกาศหน่อย ๆ (อะไรที่มันล้ำ ๆ ผมเรียกว่า “อวกาศ” หมด) แล้วยังผสานความเป็นธรรมชาติอีกด้วย ข้างบนเป็นโครงเหล็ก ข้างล่างเป็นสนามหญ้า

แล้วตึกที่นี่จะมีความแปลกอีกอย่างนึง เกือบทุกชั้นจะมีทางออกติดพื้น อย่างตึกนี้มี 4 ชั้น…แต่ออกพื้นข้างนอกได้ 3 ชั้น ยกเว้นชั้น 4 ตอนที่เดินเข้าไปในตึกทีแรกนี่งงเลย อ้าว…นี่อยู่ชั้น 3 ทำไมออกมาพื้นข้างนอกได้

 

สำหรับ ม.พะเยาก็ขอเล่าคร่าว ๆ แค่นี้พอครับ เพราะมันไม่ใช่ที่เที่ยว แต่ผมมีโอกาสได้เข้ามาตั้ง 2 วัน เลยขอพูดถึงหน่อย และถึงแม้ว่าใน ม. จะมีมุมสวย ๆ ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวเนาะ ไม่จำเป็นก็ไม่ควรเข้ามารบกวนนะครับ

 

พิกัด

19.0308298,99.9241096 (อันนี้เป็นพิกัดหน้า ม. นะครับ)

 

 

ลำฮิมกว๊าน

ขอบอกไว้ก่อนว่ารูปของที่นี่จะใช้กล้องมือถือถ่ายนะครับ ไม่ได้กล้องใหญ่ไปด้วย

 

สำหรับร้านนี้…อยู่ในตัวเมืองพะเยา ใกล้กว๊านพะเยาตามชื่อร้านเลย ชื่อร้านนี้แปลว่า “อร่อยริมกว๊าน” (ลำ=อร่อย, ฮิม=ริม)

สาเหตุที่มาร้านนี้คือ…ร้านแถว ม. คนเยอะครับ น้องเลยเลือกที่จะออกมากินไกล ๆ แทน (แค่ 20 กิโลเมตรเอ๊งงงง)

แต่ถึงจะมาไกลขนาดนี้ แต่ก็เห็นเด็กม.พะเยามากินที่นี่เยอะอยู่เหมือนกันครับ

 

ร้านนี้เป็นร้านดังของพะเยาครับ โต๊ะเยอะมากกกกก และคนก็เยอะมากกกกกกก

วันนั้นเราไปถึงก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว แต่คนก็ยังเยอะอยู่ ด้วยราคาหัวละ 219 บาท ไม่จำกัดเวลา และของเยอะมากกกกก คนเลยเยอะ

 

คนเยอะจนเกรงใจที่จะถ่ายรูปมาเลยทีเดียว เลยได้แต่ถ่ายรูปตอนคนหมด ของหมดมาให้ดูกัน

หมู, เห็ด, เป็ด(ไม่น่ามี), ไก่, เนื้อ, ของคาว, ของหวาน, ผลไม้ หรือของกินเล่น มีหมด

ซีฟ้ง ซีฟู้ด ก็มี มีเตาสำหรับย่างพวกอาหารทะเลเป็นพิเศษด้วย

ลูกชิ้น ไส้กรอก ก็มีหลายแบบ (ไอ้ลูกชิ้น Angry Bird นี่ไม่ใช่เอามาขว้างปากันเล่นเหมือนในเกมนะครับ ไม่ควรเอาของกินมาเล่น)

เส้นก็มีหลายประเภท เลือกสรรกันได้ตามใจชอบเลยครับ

ตำบักหุ่งก็มี อยากแซบ อยากนัวขนาดไหน ก็จัดการเองเลยครับ

ของหวาน…ดูจากกะละมังเปล่าแล้ว ก็น่าจะมีอยู่หลายอย่าง ลองเดากันดูว่าแต่ละอันคืออะไร โดยมีน้ำที่เหลืออยู่เป็นคำไบ้

สลัดก็มีนะครับ สำหรับคนที่รักสุขภาพ (มาร้านหมูกระทะขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องมาเฮลตี้แล้ววววว)

ขนมและผลไม้…อันนี้ทันได้กินแค่ แตงโม กับ ขนมหม้อแกง ก็ถือว่าโอเคอยู่ครับ

จริง ๆ มีไอศครีมด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมา เป็นไอศครีมของ Nestle ครับ

 

สำหรับร้านนี้ ในเรื่องของรายการอาหารให้เลือกสรรค์นั้น เยอะแยะตาแป๊ะไก่มาก (ถ้าอู้คำเมือง เขาจะอู้ว่า “ซะป๊ะซะเป้ด”)

น้ำจิ้มมีหลายแบบให้เลือกครับ แต่เท่าที่ผมลองดู ยังไม่โดนเท่าไหร่ โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้ มันเปรี้ยวแหลมโดดไป

เมื่อเทียบกับราคาหัวละ 219 ถือว่าคุ้มมาก แล้วยิ่งถ้ามาแต่เย็น ๆ บอกเลยว่าโคตรคุ้ม (2 ทุ่มกว่า ๆ เขาก็เริ่มไม่เติมของแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่ม)

สามารถโทรจองที่นั่งล่วงหน้าได้ครับ เสิร์ชหาเบอร์แล้วโทรไปจองก่อนก็ดีครับ เพราะคนเยอะจริง ๆ

 

พิกัด

19.174733,99.8909013

 

 

ภูลังการีสอร์ท

ถึงแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่า ภูลังกา แต่เท่าที่หาข้อมูล วิวนี้มันไม่ได้อยู่ในเขตวนอุทยานภูลังกานะครับ (อ้างอิง)

จริง ๆ ผมไม่ได้นอนที่นี่ครับ ผมไปนอนที่บ้านน้องอยู่อำเภอภูซาง ห่างจากที่นี่ประมาณเกือบ 60 กิโลเมตร สามารถตื่นเช้าแล้วขับรถมาได้

วันนั้นผมออกจากบ้านน้องประมาณตี 4 ครึ่ง ถึงที่นี่ประมาณ ตี 5 ครึ่ง พอเจอทางเข้าภูลังการีสอร์ทปุ๊บ ก็เลี้ยวเข้ามาจอดรถปั๊บ

 

ก่อนที่จะมา ญาติของน้องบอกว่าให้ขับรถเลยภูลังการีสอร์ทไปอีก แล้วหาต้นปาล์ม 2 ต้น มุมตรงนั้นสวยกว่า แต่ตอนที่เราไปถึงแถวนั้น มันมืดมาก เราเลยเลือกที่จะรออยู่ตรงนี้ก่อน

ระหว่างรอ ผมก็ถ่ายรูปที่อยู่บนหัวโพสท์รอ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี ต้องอาศัยวางกล้องไว้ที่แคร่ไม้ไผ่ที่อยู่แถวนั้น

ถ่ายรูปไป ก็หาข้อมูลต่อไป พยายามหาต้นปาล์มด้วย Street View ใน Google Maps ก็หาไม่เจอ แต่จากรีวิว เห็นว่าเลยจากนี่ไปจะมีร้านกาแฟ ชื่อ Magic Mountain อยู่ถัดจากนี่ไป 50 เมตร พอเริ่มสว่างขึ้นมาหน่อยเลยลองเดินไปสำรวจดู

 

แต่พอเดินไปถึงร้าน ปรากฏว่าร้านยังไม่เปิดแฮะ เห็นในเว็บบอกว่าเปิด 6 โมง แต่ตอนนั้นก็ 6 โมงนิด ๆ แล้ว ประตูก็ยังไม่เปิด ไฟก็มืด แต่ถัดจากนั้นไปหน่อย เห็นร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งเปิดไฟแล้ว และมีคนมาถ่ายรูปแล้ว เราเลยเดินไปที่ร้านนี้กันครับ

 

ร้านนี้มีชื่อว่า… Route 1148 บ้านทะเลหมอก ครับ (ถ่ายมาแต่ป้าย ไม่ได้ถ่ายตัวร้านเลย – -)

ตอนอยู่ที่นั่น อากาศประมาณ 12-13 องศา หนาวมากกกก แต่มันเช้าเกินไปที่จะกินกาแฟเลยสั่งโกโก้ร้อนมากิน

ราคาแก้วละ 50 บาท ถ้วยใหญ่มากกกกกกก เข้มข้นมาก ไม่หวานจนเกินไป (เพราะสั่งหวานน้อย) แต่อย่าลืมกินไปคนไปนะครับ เพราะผมลืมคน ตอนก้น ๆ แก้วนี่เข้มจนเลี่ยนเลยครับ

นั่งจิบโกโก้ไป ถ่ายรูปไป ชิลล์มาก คนที่ถ่ายรูปอยู่ก่อนหน้าก็ใจดี แบ่งที่ให้เราถ่ายด้วย ขอบคุณพี่คนนั้น ณ ตรงนี้อีกที

 

บางคนที่มาที่นี่ เขาจะอยู่กันถึงแค่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอกเริ่มจางก็เริ่มไปกันแล้ว แต่ผมอยากจะบอกว่า รออีกสักหน่อยก็ดีนะครับ เพราะตอนที่เลหมอกจาง ๆ ก็สวยอีกแบบนะครับ

ที่นี่มีจุดกางเตนท์ให้บริการอยู่ตามแนวดอย อยู่ข้างล่างร้านกาแฟครับ รู้สึกว่าจะมีแบบบ้านเป็นหลังด้วย ใครที่จะมาภูลังการีสอร์ท (เหมือนว่าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนชื่อเป็น ภูลังกาบ้านสวน แล้วนะครับ) แต่ห้องเต็ม ลองมาดูที่นี่ได้ครับ

 

อ้อ…ลืมเรื่องต้นปาล์ม 2 ต้นนั่นไปเลย

มันคือแถว ๆ ร้านกาแฟ Magic Mountain นั่นแหละครับ แต่เลยมานิดมาหน่อยก็ได้เหมือนกัน วิวเดียวกัน ต่างกันแค่มุมนิดหน่อย

 

พิกัด

19.356684,100.5085026

 

 

ร้านข้าวแรมฟืนป้าจิ่ง

แวะร้านข้าวแรมฟืน แต่กินข้าวซอยซะงั้น

 

สำหรับข้าวแรมฟืน คืออะไรนั้น กรุณาใช้อากู๋หาข้อมูลเอาเองนะครับ แต่ถ้าให้พูดง่าย ๆ มันคืออาหารเหนือประเภทเส้นชนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเชียงรายครับ

 

แต่ที่สั่งข้าวซอยเพราะน้องบอกว่าข้าวซอยร้านนี้เด็ด น้องกินมาตั้งแต่เด็ก

ที่ร้านมีทั้ง ข้าวซอยไก่ และ ข้าวซอยเนื้อ ผมเลือกสั่งข้าวซอยเนื้อครับ

สั้น ๆ เลยนะครับ ลำแต๊ ๆ อร่อยมากกกก ดีงามที่สุด บอกเลยว่าจะแวะกินทุกครั้งที่ได้มา (พอกลับมากรุงเทพ แล้วสั่งข้าวซอยอยู่ที่ทำงาน กินแล้วคิดถึงข้าวซอยที่ร้านนี้เลย)

 

ร้านอยู่ในตัวเมืองอำเภอเชียงคำครับ เยื้องร้านอาคมคอมพิวเตอร์(น้องบอกว่าตอนเด็ก ๆ มันมาซื้ออุปกรณ์คอมที่ร้านนี้บ่อย เลยแวะมาหาอะไรกินที่ร้านนี้ต่อ) ตามพิกัดที่ให้ไว้ด้านล่างมาได้เลยครับ

 

พิกัด

19.519877, 100.309378

 

 

อุทยานแห่งชาติ ภูซาง

(รูปของที่นี่อาจจะสีแปลก ๆ ดูมืด ๆ ต่างจากรูปของที่อื่นที่ผ่านมานะครับ ทดลองโปรเซสรูปอีกวิธีดู)

เนื่องจากน้องเป็นคนภูซาง แล้วภูซางก็มีแหล่งท่องเที่ยว Unseen แบบนี้ มีหรือที่น้องจะไม่พามาเที่ยว

 

สำหรับ Unseen ของที่นี่คือน้ำตกอุ่นครับ แต่เราจะยังไม่พูดถึง ขอพูดถึงตัวอุทยานก่อนนะครับ

ที่นี่จะมีเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติอยู่ครับ ค่าเข้า ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท (ราคาเท่าวนอุทยานอื่น ๆ ทั่วไป)

ความยาวประมาณเกือบ 1 กิโลเมตร เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย ๆ มีทางเดินเป็นไม้เฌอร่าตลอดทาง (น้องบอกว่าแต่ก่อนตอนที่น้องมาสมัยเรียนมัธยม มันยังไม่มีทางเดินให้แบบนี้ ต้องเดินพื้นดิน) บางช่วงจะเป็นน้ำเฉอะแฉะ ก็ไม่ต้องกลัวรองเท้าจะเปื้อน

 

เหมือนทางเดินสำรวจธรรมชาติที่นี่จะไม่ค่อยมีคนมาเท่าไหร่ ธรรมชาติดูยังสมบูรณ์ดี ต้นไม้เจริญงอกงามใหญ่โต

ขอชมเจ้าหน้าที่ของที่นี่เลยครับ ขนาดต้นไม้ใหญ่ที่ล้มอยู่ เขายังไม่เอาออกไปไหน แต่กลับทำทางเดินให้เดินข้ามแทน อนุรักษ์ธรรมชาติได้ดีมาก

 

เดินไปเรื่อย ๆ จนเกือบครบรอบ (ทางเดินจะเป็นวงกลมครับ) จะเจอกับบ่อน้ำซับอุ่นอยู่ น้ำอุ่นประมาณ 35 องศา (เขาว่างั้น ผมไม่มีความสามารถในการกะอุณหภูมิจากการจุ่มนิ้ว แต่รู้สึกได้ถึงความร้อนลอยขึ้นมา แม้จะไม่ต้องเอามือจุ่มลงไป) เป็นต้นน้ำของน้ำตกภูซางที่เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกันถัดไป

จากที่สังเกต จะเห็นว่ามีฟองลอยขึ้นมาเป็นระยะ และที่ผิวน้ำก็จะมีไอน้ำอยู่บาง ๆ นี่ขนาดว่าเป็นตอนบ่ายแล้ว ก็ยังมีไอขนาดนี้ ถ้าไปตอนเช้า ๆ อากาศเย็น ๆ จะเยอะขนาดไหน

 

ต่อมาก็คือไฮไลท์ของที่นี่ นั่นคือ น้ำตกอุ่น ครับ เขาบอกว่ามีอยู่ที่นี่ที่เดียวในประเทศไทยเลยนะครับ

แต่เท่าที่ผมลองสัมผัสน้ำที่อยู่ข้างล่างน้ำตกแล้ว…ไม่เห็นจะอุ่นเลย สงสัยจะอยู่ไกลน้ำตกเกินไป

ถึงอากาศจะหนาว แต่ยังอยากเล่นน้ำตก แนะนำที่นี่เลยครับ เห็นว่าวันหยุดคนมาเยอะอยู่นะครับ

 

พิกัด

19.6636435,100.3748554

 

ส่งท้าย

ตอนขากลับก็บินกับนกแอร์อีกเช่นเคย แต่มีความพิเศษคือ…ไฟลท์นี้มีฟรีไวไฟให้ด้วยครับ

ได้เล่นอินเตอร์เน็ทจากบนฟ้า น้ำตาจะไหล แต่เน็ทก็ไม่ได้เร็วปรู๊ดปร๊าดอะไร เวลาเลื่อนฟีด Facebook ก็ยังต้องรอโหลดรูปนานกว่าตอนที่ติด FUP แต่ไว้ใช้แช็ทก็พอไหวอยู่ครับ

 

สำหรับการรีวิวครั้งนี้ ก็ขอจบลงไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ไว้พบกันใหม่ทริปหน้าครับ

 

ปล. ลองโพสท์แบบพาร์ทเดียวจบดู ยาวจ๊าดนัก

ปล.2 สาเหตุที่ไม่รีวิวที่พักที่พะเยา เพราะว่าตอนอยู่หน้า ม. พะเยา ผมไปอาศัยซุกหัวนอนห้องที่น้องเช่าไว้ แล้วก็ไปนอนที่บ้านน้องครับ เลยไม่ขอพูดถึงนะครับ

Comments

Leave a Reply