[Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 3

ผ่านไปกับการผจญภัย ณ ดินแดนลอดช่อง (ตั้งให้เขาเองซะงั้น) 2 วัน (วันที่ 1, วันที่ 2) มาเริ่มการผจญภัยวันที่ 3 เลยดีกว่า

22 พ.ค. 2560

วันนี้เราตื่นแต่เช้าเพื่อจะไป Fort Canning Park แต่กองทัพต้องเดินด้วยเท้า อ้าว ท้อง อ้าว…คนอะไรใช้ท้องเดิน พอ ๆ อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญ เช้านี้เราเลยกินที่ที่พักเลยครับ ส่วนอาหารที่ที่พักเขาเตรียมให้ก็เหมือนเดิมเหมือนเมื่อวาน (ถ้าจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ก็กลับไปอ่าน Entry ที่แล้วนะครับ) แต่เปลี่ยนจากแอปเปิ้ลเขียวเป็นแอปเปิ้ลแดง

ประมาณ 8 โมงนิด ๆ เราก็ออกเดินทางไป Fort Canning Park การเดินทางก็ง่าย ๆ ขึ้น MRT ที่สถานี Chinatown ไปลงสถานี Dhoby Ghaut ออกทางออก G หรือ H นี่แหละ จำไม่ได้ เดินตามป้ายไปเลยครับ เดินไปนิดนึงก็จะเจออุโมงค์ทางเข้าตามรูปข้างล่างนี้เลยครับ

เดินเข้าไปเลยครับ เรามาถูกทางแล้ว

และก็พบกับบันใดจุดหมายของเรา แต่เนื่องจากฝนตกปรอย ๆ อยู่ บวกกับมีกรุ๊ปคนไทยอยู่อีกกรุ๊ป เราเลยเดินขึ้นบันไดไปเซอร์เวย์ข้างบนดูก่อน

ถ่ายรูปกันอยู่บนนี้สักพัก จนกรุ๊ปนั้นเขาไป เราก็กลับไปประจำที่ของเรา มีนักท่องเที่ยวมาบ้าง แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวชาติอื่นมาเลยแฮะ มีแต่คนไทยมาที่นี่

การถ่ายรูปที่นี่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องให้กล้องอยู่ต่ำสุดเพื่อจะได้เก็บปากปล่องอุโมงค์ให้ครบ ดีที่เอาขาตั้งหนวดปลากหมึกมาด้วย เลยสะดวกในการวางกล้อง แต่ตอนนี้ฝนก็ยังตกอยู่ปรอย ๆ เราเลยใช้วิธีให้คนนึงถือแผ่นกระดาษบังกล้องไว้ พอจะลั่นชัตเตอร์(ใช้ศัพท์เก่ามาก)ค่อยเลื่อนกระดาษออก ณ จุดนี้ เลนส์เปียกไปพอสมควร

อ้อ ลืมบอกว่า ตรงนี้ควรใช้เลนส์กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้นะครับ เลนส์ที่กว้างสุดของผมคือ 12 mm แต่กล้องที่ผมใช้เป็นกล้องตัวคูณ มี Crop Factor 1.5 ซึ่งก็เท่ากับ 18 mm บนกล้องตัวคูณ เลยถ่ายมาได้แค่นี้ครับ ถ้าไม่ติดว่าพื้นเปียก คงจะวางกล้องติดพื้นกว่านี้

รูปข้างบนนี่ยังเก็บปากปล่องไม่ครบ แต่ได้โค้งของบันใดเป็นเส้นนำสายตา ส่วนรูปข้างล่างเก็บปากปล่องได้ค่อนข้างครบ แต่องค์ประกอบแปลก ๆ แฮะ ถ้ามีโอกาสจะกลับไปซ่อมใหม่

เกือบ ๆ 10 โมง เราก็ออกเดินทางไป Universal Studio Singapore (ต่อไปขอเรียกย่อ ๆ ว่า USS นะครับ) กันครับ จริง ๆ ที่นี่เปิด 10 โมง แต่เราไม่ได้รีบว่าจะต้องไปถึงตั้งแต่เปิดเราเลยเอ้อระเหยกันอยู่ การเดินทางจากที่นี่ก็นั่ง MRT จากสถานี Dhoby Ghaut ไปลงสถานี Harbour Front ครับ

ก่อนจะไป USS เรายังคงเอ้อระเหยเดินหาน้ำกินที่ Supermarket ใน VivoCity กันก่อนครับ หลังจากที่ได้น้ำกันคนละขวด เราก็เดินทางกันต่อ

การไป USS จาก VivoCity มี 3 ทางครับ ถ้าอยากสบาย และเร็ว ให้นั่งรถไฟฟ้า Sentosa Express ไป ค่าตั๋วคนละ 4 SGD หรือถ้าอยากนั่งกระเช้าชมวิวสวย ๆ ก็คนละ 29 SGD แต่เราสายชิลล์ เลยเลือกเดินทางด้วยการเดินผ่าน Sentosa Boardwalk ค่าเดินข้าม 1 SGD (จริง ๆ แล้วเราจน ไม่มีเงินเสียค่าตั๋วคนละ 4 SGD ต่างหาก)

สำหรับ Sentosa Boardwalk นี้จะมีความยาวประมาณ 700 เมตร แต่ไม่ต้องกลัวเหนื่อยครับ เพราะมันมีทางเลื่อนอัตโนมัติตลอดทาง…แต่ตอนที่เราไป มันปิดปรับปรุง เราเลยต้องเดินเองตลอดทางครับ

ระยะทางแค่ 700 เมตร แต่เราใช้เวลาเดินกันประมาณ 10 นาที เพราะมัวแต่หยุดถ่ายรูปกัน (บอกแล้ว ว่าเราสายชิลล์)

พอถึงจุดที่ต้องจ่ายค่าเดินข้าม กลับมีป้ายบอกว่า ปิดปรับปรุงทางเดิน ไม่เก็บค่าเดินข้าม….อ่อ อย่างนี้นี่เอง สรุปว่า เราได้เดินข้ามมาฟรี ๆ ประหยัดเงินได้เพิ่มอีก 1 SGD

เดินตามป้ายมาสักพัก ผ่านโซนหมู่บ้านเกาหลีมานิดหน่อย(อันนี้ตั้งชื่อให้เอง เพราะมันเป็นดงร้านอาหารเกาหลี แล้วก็มีห้องแสดงคอนเสิร์ตโฮโลแกรมของศิลปินเกาหลีด้วย) เราก็มาเจอกับลูกโลกหมุนติ้ว ๆ พร้อมกับมวลมหาประชาชน สำหรับแลนด์มาร์กของ USS นี้ ใครมาก็ต้องแวะถ่ายรูปเช็คอินคู่กับลูกโลก เดี๋ยวชาวโลกบนอินเตอร์เน็ทจะไม่รู้ว่าเรามาถึงแล้ว มีหรือเราจะพลาด…แต่จนบัดนี้ รูปที่เราถ่ายกันหน้าลูกโลกนี้ ยังไม่มีชาวโลกคนไหนเห็นเลย

หลังจากเราถ่ายรูปกันสักพักก็ได้ฤกษ์ที่เราจะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นข้างในกันแล้ว (ที่เราช้า ๆ กันอยู่นี่ ไม่ใช่อะไร รอฤกษ์อยู่….หราาาาาา) เนื่องจากเราซื้อตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาแล้ว เราก็แค่ปรินท์มาแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ที่ทางเข้าได้เลยไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วอีก

เมื่อเข้ามาข้างในเราก็แวะเอาแผนที่กันก่อนเพื่อไว้ใช้วางแผนกันว่าจะไปเล่นอะไรกันยังไง โดยอย่างแรกที่เราจะไปเล่นกันก็คือ Transformers the Ride : The Ultimate 3D Battle ที่อยู่โซน Sci-Fi City ครับ

แต่ก่อนที่จะถึงโซน Sci-Fi City นั้น เราต้องผ่านโซน Hollywood กับโซน New York กันก่อน โดยโซน Hollywood จะมีร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ เยอะมาก รวมถึงอุปกรณ์ให้ความเย็นพวกพัด พัดลม หมวกอะไรพวกนี้ก็มี แต่ที่สะดุดตาผมที่สุดคือร้านขายของ Minions ครับ

ถัดมาก็จะเป็นโซน New York ที่โซนนี้มีการแสดงที่เขาบอกว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่อยู่นั่นคือ Lights, Camera, Action Hosted by Steven Spielberg จะเป็นการแสดงเทคนิคในการถ่ายทำภาพยนตร์(ในยุคเก่า) แต่จะเป็นอะไรยังไง อันนี้ต้องไปดูเองนะครับ และถ้าใครอยากได้อรรถรสในการชมมาก ๆ แนะนำให้อยู่แถวหน้านะครับ ได้อรรถรสเต็ม ๆ แน่นอน (แต่รูปข้างล่างนี่ไม่ใช่นะครับ)

ในที่สุดเราก็เดินมาถึงเป้าหมายแรกของเรา หาไม่ยาก เห็นไอ้หุ่นเหลือง ๆ นั่งอยู่บนป้ายเด่นมาแต่ไกล ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปข้างในทันที โดยเราเลือกที่จะเข้าไปแบบ Single Rider ครับ คือเราจะถือว่ามาเล่นเครื่องเล่นคนเดียว ไม่ต้องจับคู่หรือจับกลุ่มเล่นกับเพื่อน ถ้าที่นั่งของพวกที่มาเป็นกลุ่มว่าง เขาก็จะให้พวก Single Rider นี่แหละไปนั่งด้วยให้มันเต็ม ข้อดี(มั้ง)คือไม่ต้องรอคิวนานเท่าแบบที่มากันเป็นกลุ่ม แต่ถ้าอยากเร็วกว่านี้ก็ต้องเสียเงินอัปเกรดตั๋วเป็นแบบ Express ครับ อันนี้สามารถไปถึงแล้วเล่นได้ทันที(ถ้าไม่มีคนที่ใช้ตั๋ว Express อยู่ก่อนหน้า)

แต่ถึงแม้ว่าเราจะต่อแถว Single Rider แต่ก็ใช้เวลาต่อแถวกันอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เล่น สำหรับเครื่องเล่นนี้จะเป็นคล้าย ๆ การดูหนัง 4D บนรถไฟเหาะครับ(แต่ชื่อมันบอกแค่ 3D แฮะ) มาหมดทั้งความเร็ว การเขย่า ลมเป่า ละอองน้ำ โดยเราจะได้นั่งอยู่บนหุ่นฝั่งดี สู้กับหุ่นฝั่งร้าย (เรียกกันง่าย ๆ นี่แหละ เผื่อคนไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Transformer จะได้รู้เรื่อง) สนุกดีครับ เป็นเรื่องเป็นราว ตื่นเต้นดี ถ้ามีโอกาสก็อยากไปซ้ำอีกอยู่

จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่โซน Ancient Egypt โดยเราจะไปเล่น Revenge of the mummy กัน สำหรับเครื่องเล่นนี้หาไม่ยากครับ เพราะมันใหญ่มากกกกก (ตามรูปด้านล่างเลย) แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปเล่นกันเราต้องฝากของก่อนนะครับ เราสามารถฝากของได้ที่ล็อกเกอร์อัตโนมัติที่อยู่ข้าง ๆ อาคารนี้ได้เลย ฝากฟรีภายในระยะเวลาที่กำหนดครับ โดยสามารถดูได้ที่หน้าจอเลย แต่ถ้าฝากเกินเวลาคิดเงินนะครับ สำหรับล็อกเกอร์ที่นี่ก็ไม่ต้องใช้กุญแจครับ ใช้ลายนิ้วมือเรานี่แหละเป็นตัวเปิด-ปิดตู้

สำหรับ Revenge of the mummy นั้นก็จะเป็นรถไฟเหาะคล้าย ๆ กับ Transformers The Ride แต่ต่างกันตรงที่อันนี้ไม่ต้องใส่แว่น 3 มิติ และเกือบทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นจริงข้างหน้าเรา มัมมี่ที่ออกมาก็เป็นมัมมี่จริง ๆ ที่เอาออกมาจากพีระมิด (เดี๋ยว ๆๆๆๆๆ) สนุกดีครับ แต่สั้นไปหน่อย แป๊บ ๆ ก็จบแล้ว ที่สำคัญ มีแอบถ่ายรูปเราตอนเหวอด้วย แต่ผมไม่เหวอนะครับ ใครอยากได้รูปตอนเหวอเป็นที่ระลึกก็ซื้อได้เลยครับ ราคาเท่าไหร่อันนี้ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้ซื้อ

ก่อนที่จะไปเล่นเครื่องเล่นอื่นอย่าลืมไปเอาของที่เราฝากไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเกินเวลาจะซวยเอา

นอกเหนือจาก Revenge of the mummy แล้ว โซนนี้ยังมี Treasure Hunters อารมณ์คล้าย ๆ รถคุณปู่ที่ดรีมเวิลด์เลย มีสัตว์ป่า(ปลอม)อยู่ตลอดสองข้างทาง ท่าทางจะตื่นเต้นน่าดู

ต่อไป…เราก็กลับไปโซน Sci-Fi City เพื่อเล่น 1 ใน รถไฟเหาะที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่นั่นคือ Battlestar Galactica : CYLON หรือที่เรียกกันว่า รถไฟเหาะรางน้ำเงิน (แต่รูปข้างล่างนี่รางแดงซะงั้น….ไม่ได้ถ่ายรูปรางน้ำเงินมา เอารูปนี้แทรกไปก่อนละกัน)

ขอเกริ่นก่อนว่า Battlestar Galactica นี่เป็นรถไฟเหาะที่มีธีมมาจากซีรีส์เรื่อง Battlestar Galactica ที่ว่าด้วยการสู้กันของมนุษย์กับหุ่นยนต์ Cylon ครับ แล้วเครื่องเล่นนี้ก็จะเป็นรถไฟเหาะ 2 อันคู่กัน อันนึงจะถือว่าเป็นฝ่ายมนุษย์(รางแดง) และอีกอันที่เรากำลังจะขึ้นเป็นฝ่าย Cylon (รางน้ำเงิน) โดยเขาจะปล่อย 2 อันนี้พร้อมกัน แล้วมันจะมีบางช่วงที่ทั้งสองฝั่งจะสวนกัน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังสู้กันอยู่

สำหรับ Cylon นี้เขาบอกว่าโหดสุดในสวนสนุกที่นี่แล้ว เพราะมันจะเป็นรถไฟเหาะแบบที่เราต้องห้อยขา แล้วมันยังมีการหมุนควงสว่าน ไม่พอยังมีการตกจากที่สูงให้เราเสียววาบกันอีกด้วย

อ้อ…แต่ก่อนที่จะขึ้นไปเล่น อย่าลืมฝากของก่อนนะครับ ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นมันให้เราฝากของได้ 85 นาทีครับ

หลังจากเราฝากของเสร็จ เราก็เดินไปที่ประตูทางเข้า เจ้าหน้าที่ก็จะแสกนตัวเราก่อนนะครับ ว่าแอบเอาอะไรเข้าไปมั้ย จากนั้นก็เข้าแถวรอ…รอ…แล้วก็รอ…รอไปเรื่อย ๆ รอแล้วรออีก รอจนมีประกาศว่าหยุดให้บริการสักพัก ณ จุดนั้นมีคนถอดใจเดินออกจากแถวไปพอสมควร แต่เราไม่ยอมถอดใจในเมื่อเรารอจนจะได้เล่นอยู่แล้ว เราก็เลยรอกันต่อไป

จนถึงคิวเรา…เราแยกกันเล่นเหมือนเดิมครับ

สำหรับ Cylon นี้ ผมโคตรชอบ มันเสียวนานดี (เอ๊ะ !?!?) เสียวกันตั้งแต่ปล่อยตัวแล้วก็มีให้เสียวเรื่อย ๆ จนเกือบจบเลยทีเดียว แล้วกลุ่มน้อง ๆ ญี่ปุ่นที่อยู่ข้างหน้าเราก็น่ารักด้วยครับ (เอ๊ะ !?!?)

พอลงมา เราก็ไปเอากระเป๋าครับ แต่เนื่องจากว่ามันนานเกิน 85 นาที เราเลยจะต้องจ่ายเงินเพื่อเปิดล็อกเกอร์…แต่…ที่มันนานเกินนี่ไม่ใช่ความผิดเรานี่หว่า ทำไมเราจะต้องเสียเงินด้วย (แล้วเราก็ไม่มีใครพกเงินสักบาทเลย เพราะอยู่นี่ใช่เงินดอลลาร์สิงคโปร์…ไม่ใช่ละ เพราะเราฝากไว้ในล็อกเกอร์กันหมดครับ) เราเลยไปตามคุณลุงเจ้าหน้าที่เฝ้าล็อกเกอร์ที่อยู่แถวนั้นมาเปิดให้ ลุงแกก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่า นี่ให้ฝากแล้วไปเล่นเครื่องเล่นเดียวแล้วกลับมาเปิดเลยนะ ไม่ใช่ฝากแล้วเล่นอันนี้เสร็จแล้วไปเล่นอันอื่นค่อยกลับมาเอานะ เวลาที่เขาให้นี่มันก็พอสำหรับเล่นอันเดียวนะ

แต่เราก็แย้งไปว่า เครื่องเล่นมันมีปัญหาอะไรสักอย่าง เราเลยรอเล่นนาน ไม่ได้ไปเล่นอันอื่นแล้วกลับมาเอา จนลุงยอมเปิดให้ แล้วลุงก็บอกว่า คราวหน้าถ้ารู้ว่าใกล้หมดเวลาฝากแล้ว ให้ออกมาเปลี่ยนล็อกเกอร์ก่อน ค่อยกลับไปเข้าแถวใหม่ ให้เพื่อน ๆ ต่อแถวไว้ให้ได้

พอเอาสัมภาระที่ฝากไว้เสร็จก็บ่าย 3 แล้ว แต่เรายังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันเลย เพื่อนก็เสนอว่าไปกินข้าวที่โซน Madagascar กันดีกว่า เพราะมันมาครั้งที่แล้วคนน้อยดี เราเลยเดินทางไปโซน Madagascar กัน

การที่จะไปโซน Madagascar ได้นั้น จะต้องผ่านโซน Ancient Egypt, The Lost World แล้วก็ Far Far Away ซึ่งโซน Ancient Egypt ก็พูดถึงไปแล้ว ขอพูดถึงโซนที่เหลือบ้าง เริ่มที่โซน The Lost World จะเป็นธีมเกี่ยวกับไดโนเสาร์ อ้างอิงจากหนังเรื่อง Jurassic Park ครับ โซนนี้จะมีการแสดง WaterWorld ให้ดูด้วย โดยวันนึงจะมีการแสดงกี่รอบอันนี้ผมก็ไม่รู้ สามารถไปดูรอบได้ที่หน้าสถานที่แสดงครับ แล้วก็ยังมีเครื่องเล่นอีกหลายอันครับ มีภูเขาจำลองให้เราปีนเล่นด้วย

โซน Far Far Away ก็จะเป็นโซนเกี่ยวกับเทพนิยาย โดยเน้นไปที่อนิเมชันเรื่อง Shrek มีภาพยนตร์เรื่อง Shrek แบบ 4D ให้ดู มีรถไฟเหาะ Puss in Boots’ Giant Journey ให้เล่นด้วย เป็นรถไฟเหาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเล่นครับ โซนนี้เหมาะกับเด็ก ๆ และครอบครัวมากกว่าแก๊งชายโฉดอย่างเราครับ

ในที่สุดก็มาถึงโซน Madagascar โซนนี้มีธีมที่อ้างอิงมาจากอนิเมชันชื่อเดียวกับชื่อโซน สำหรับโซนนี้ก็ยังคงเหมาะกับเด็กและครอบครัว มีม้าหมุน King Julien’s Beach Party-Go-Round ที่เรา(?)จะได้นั่งม้าหมุนที่เป็นเหล่าบรรดาตัวละครสัตว์จากในเรื่อง แล้วก็มี Madagascar: A Crate Adventure อันนี้จะเป็นล่องเรือไปตามลำน้ำเหมาะกับคุณพ่อคุณแม่พาลูกมานั่งเรือชมสัตว์…แต่อย่าลืมว่าจุดมุ่งหมายในการมาโซนนี้ของเราไม่ใช่การมาเล่นเครื่องเล่น แต่เรามากินข้าวกัน เรามากินที่ Marty’s Casa Del Wild Food Court ครับ โดยอาหารของที่นี่จะเป็นอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาหารแถว ๆ บ้านเรานี่แหละครับ) ออกแนวอาหารแขกหน่อยครับ

เราสั่งข้าวแกงกะหรี่ไก่กันคนละจาน มีข้าวสวย น่องไก่ 1 น่อง แป้งนาน 1 แผ่น แล้วก็ผัดอะไรอีกไม่รู้ น้ำอีก 1 แก้วเลือกได้หลายอย่าง ผมเลือกชามะนาว…ไม่อร่อยเลย เจือจางมาก แล้วก็กลิ่นคลอรีนแรงมาก หน้าตาของอาหารก็ประมาณรูปด้านล่าง ราคาชุดละ 15 SGD

หลังจากเรากินข้าวกันเสร็จแล้ว (ไม่ใช้คำว่า “อิ่ม” นะครับ) ประมาณ 4 โมงเย็น เราก็เดินทางไป S.E.A. Aquarium กันครับ แต่ก่อนที่จะออกไป บอกเจ้าหน้าที่ที่ประตูด้วยนะครับ ว่าเดี๋ยวจะกลับมาอีก เขาก็จะปั๊มสารเรืองแสงที่แขนเรา แล้วเราจะไปไหนก็ไป

เดินตามทางตามป้ายมาเรื่อย ๆ ไม่มีหลงแน่นอนครับ เดินตามชาวบ้านมาก็ได้ เดินมาสักพักก็เจอกับเป้าหมายของเรา

เหมือนเดิมครับ เราซื้อตั๋วมาจากไทยแล้วพร้อมตั๋วของ USS เราเลยไม่ต้องเสียเวลาไปต่อแถวซื้อตั๋วอีก เราเอาตั๋ว E-ticket เรายื่นให้เจ้าหน้าที่แสกนได้เลยครับ

หลังจากเข้ามาก็พบกับมวลมหาประชาชนอีกรอบ คนเยอะมากกกกกกก

บอกเลยว่าอย่ามัวเสียเวลากับตู้แรกนี้เยอะครับ ตู้นี้แค่ออเดิร์ฟ ข้างในยังมีอีกเยอะ

เดินต่อมาก็จะเจอกับ อุโมงค์ฉลาม อ๋าม อ๋าม อ๋าม….จะเอคโค่ทำไม มีฉลามมากมายหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีปลากระเบนจอมแย่งซีนโผล่มายิ่มแฉ่งอยู่ตลอดด้วยครับ

สำหรับที่นี่จะไม่ขออธิบายอะไรมากนะครับ…เพราะไม่ค่อยมีความรู้ เดินถ่ายรูปรัว ๆ ไม่ค่อยได้อ่านป้าย เอาเป็นว่าดูรูปไปเรื่อย ๆ ละกันครับ

ตู้นี้สยองนิด ๆ เพราะมีปลาไหลมอเรย์ตัวใหญ่ ๆ อยู่หลายตัว เราสามารถมุดเข้าไปดูแบบใกล้ชิดได้ แต่คนต่อคิวเยอะเกิ๊น

เดินมานิดหน่อย ก็จะเจอแท่งตู้ปลาขนาดยักษ์

ตู้นี้ปะการังเยอะดีครับ ปลาก็สีสวยด้วย

ส่วนตู้นี้ดอกไม้ทะเลเต็มเลย

ที่นี่นอกจากจะมีตู้ปลา ยังมีตู้กบด้วย และไม่ใช่กบธรรมดา แต่เป็นกบลูกศรพิษ เห็นตัวเล็กน่ารักแบบนี้ มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกเลยนะครับ

มีตู้ม้าน้ำมังกรทะเลด้วยครับ แต่รู้สึกจะขี้อายไปหน่อย ไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้ถ่ายรูปเลย

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับตู้ปลายักษ์ Open Ocean จริง ๆ อย่าเรียกตู้ปลาเลย เรียกว่าเป็นแทงค์เลยดีกว่า ใหญ่มากกกกก และ…คนเยอะมากกกกก

ที่เห็นเป็นช่อง ๆ นั่น เป็นหน้าต่างของโรงแรมครับ ใครอยากนอนดูปลาสามารถจับจองห้องพักได้ แต่ราคาน่าจะแพงน่าดู…ไหน ๆ แล้ว เข้าไปดูใกล้ ๆ หน่อยซิ

นอกจากจะใหญ่แล้ว…ปลายังเยอะมากด้วย จากนั้นก็เดินกันต่อ ก็ไปเจอตู้แมงกะพรุน ถ่ายยากมากกกกกก

นอกจากจะมีแมงกะพรุนหางยาว ๆ แล้ว ยังมีแมงกะพรุนตัวเล็ก ๆ ป้อม ๆ ด้วย

ยังไม่หมด…ยังมีแมงกะพรุนตัวใหญ่ ๆ อยู่ตู้ดิสโก้อีกด้วย ให้อารมณ์เหมือนไฟตามเวทีงานแต่งเลย เปลี่ยนไปเรื่อย ถ่ายยากเกิ๊น ถ่ายมาแต่ละรูปเบลอ ๆ ทั้งนั้น (อย่าโทษไฟ โทษตัวเองเหอะ)

เดินต่อมาก็เจอกับตู้พี่หมึกยักษ์ เห็นแล้วอยากกินซาซิมิหนวดปลาหมึกเลยทีเดียว

กลัวไม่เห็นภาพ…ขอแทรกรูปตอนที่พ่อครัวกำลังแล่หนวดปลาหมึกที่ถ่ายจากงานแต่งงานพี่ที่ทำงานละกันนะครับ

                ถัดมาเป็นตู้ของปูแมงมุมยักษ์ มันยักษ์จริง ๆ ขายาวมากกกก จากข้อมูล เขาบอกว่าขามันสามารถยาวได้มากกว่า 3 เมตรเลยทีเดียว เห็นแล้วอิจฉาความขายาวของมัน

อันนี้อะไรไม่รู้ แต่สีส้มสดดี น่าจะปะการัง (มั้งงงงงง)

เดินต่อมาก็เจอแท่งตู้ปลานี้อีกรอบ คราวนี้ขอเข้าไปถ่ายใกล้ ๆ หน่อย

ปลาไหลมอเรย์ตัวเล็ก ๆ ก็มีนะ ไม่ใช่มีแต่ตัวใหญ่ ๆ

ตู้ถัดไปนี้มีกุ้งอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ตัวเล็ก ๆ เอาไปทำกุ้งแช่น้ำปลาไม่น่าอร่อยหรอก (เดี๋ยว ๆ หิวอีกแล้วหรอ ตั้งแต่หมึกยักษ์แล้วนะ)

หันไปดูเวลา (จริง ๆ คือเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู)ตอนนี้ก็ 5 โมงครึ่งแล้ว ได้ฤกษ์ที่เราต้องกลับไปเล่นเครื่องที่ USS กันต่อแล้ว แต่ก่อนที่จะไป ขอแวะถ่ายรูปน้องกระเบนยิ้มแฉ่งก่อน (ดูสิว่ารีบขนาดไหน ถ่ายมาเบลอเลย)

อย่างที่เคยบอกว่าก่อนออกจาก USS เจ้าหน้าที่จะปั๊มสารเรืองแสงให้ที่แขน เราก็แค่ยื่นแขนให้เจ้าหน้าที่ใช้แบล็คไลท์ส่อง พร้อมกับยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่อีกรอบ (เก็บตั๋วไว้ดี ๆ อย่าทำหายนะครับ)

สิ่งแรกที่ทำหลังจากกลับมาก็คือ ไปดูการแสดง Lights, Camera, Action Hosted by Steven Spielberg เป็นยังไง ย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบนนะครับ

จากนั้นก็ไปเล่น Canopy Flyer ที่โซน The Lost World กันครับ เครื่องเล่นนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ให้นั่งชม Jurassic Park จากมุมสูง เพลิน ๆ แต่สั้นไปหน่อย น่าจะนานกว่านี้อีกนิด

จากนั้นเราก็ไปเล่น Battlestar Galactica: HUMAN vs. CYLON กันอีกรอบ แต่คราวนี้เราลองเปลี่ยนมาเป็นฝั่งมนุษย์ดูบ้าง สำหรับรางแดงจะไม่เสียวเท่ารางน้ำเงินครับ แล้วเนื่องจากเราเล่นรางน้ำเงินมาก่อน รางแดงเลยเด็ก ๆ ไปเลย (แนะนำให้เล่นรางแดงนี่ก่อนแล้วค่อยไปเล่นรางน้ำเงินนะครับ) ตอนที่เราอยู่บนนี้อยู่ในช่วงทไวไลท์พอดี ดวงอาทิตย์กำลังจะตก ท้องฟ้าสวยมากกกกกก ทำไมวันที่เราจะขึ้นไปถ่ายบน Marina Bay Sands มันไม่สวยแบบนี้ มาสวยอะไรตอนอยู่บนรถไฟเหาะ

พอลงจากรางแดงเราก็วิ่งไปเล่น Revenge of the Mummy อีกรอบ คราวนี้ไม่ต้องต่อแถวเลย ไปถึงปุ๊บลงไปนั่งเครื่องเล่นได้ปั๊บเลย

เสร็จจากมัมมี่เราก็วิ่งกลับไปเล่นรางน้ำเงินอีกรอบ คราวนี้ก็ไม่ต้องรอคิวนานยังไม่ทันหายเหนื่อยดีก็ได้เสียวกันอีกแล้ว สำหรับการเล่นรอบสองเราจะรู้แล้วว่าอะไรจะเป็นยังไงตรงไหนมันจะเสียว แต่ก็ยังเสียวอยู่ดี และที่สำคัญท้องฟ้าตอนนี้สวยกว่าตอนเล่นรางแดงอีกกกกกกกก น้ำตาจะไหล

เสร็จจากรางน้ำเงิน ตั้งใจว่าจะวิ่งไปเล่น Transformers อีกสักรอบ แต่ไม่ทันซะแล้ว เราเลยกลับไปเอาของที่ฝากไว้ในล็อกเกอร์ สรุปว่าไอ้เครื่องเล่นที่เราเล่นกันรัว ๆ 3 อันนี้ ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น นี่คือข้อดีของการอยู่จนสวนสนุกปิด

ระหว่างทางก็เจอกับ Minion Mart ร้านขายของที่ระทึก(เห็นราคาแล้วระทึกเลย) เอ๊ย ระลึกจากอนิเมชันเรื่อง Despicable Me ถ้าไม่ติดว่าไม่มีเงินนะ เสียหายหลายแสนแน่นอนกับร้านนี้

จากนั้นเราก็เดินไปบริเวณแสดง Crane Dance ครับ สำหรับการแสดงนี้มีทุกวันตอน 2 ทุ่ม ที่สำคัญคือเข้าชมฟรี การเดินทางไปก็ไม่ยาก ออกมาจาก USS แล้วเดินตามป้าย ตามคนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอครับ ไปเร็ว ๆ หน่อยก็ดีครับ ไปช้าแล้วที่นั่งดี ๆ มีคนนั่งหมดแล้ว

Crane Dance เป็นการแสดงสื่อผสม ทั้งเครื่องจักร ดนตรี น้ำพุ แสง สี สวยงามตระการตา แต่ถ้าด้านเนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไหร่ จะบอกว่าสั้นไปก็สั้น จะบอกว่ายาวไปมันก็มีบางช่วงที่ยาวไปแหละ แต่โดยรวมก็โอเคครับ

ตอนจบมีพลุด้วยนิดนึงครับ ไม่ทันได้ตั้งตัว ถ่ายไม่ทันเลย ได้มาแค่นี้

ก่อนกลับ ขอแวะถ่ายกับลูกโลก Universal ตอนไม่มีคนซะหน่อย…แต่ว่า มีน้องคนนึงยืนอยู่ ไม่ยอมไปไหนสักที แต่มุมที่น้องยืนอยู่ดีมาก เลยถ่ายรูปไว้เป็น Reference ให้เพื่อนถ่ายรูปให้ แต่…จังหวะมันได้แค่รูปของน้องจริง ๆ เพื่อนไม่สามารถถ่ายออกมาแบบนี้ได้ น้ำตาจะไหล

ระหว่างเดินจะไปขึ้นรถไฟฟ้า Sentosa Express ดันไปเจอกับป้ายโฆษณาไอติมนมฮอกไกโดของร้าน Little Hokkaido มีหรือจะพลาด เพื่อนสั่งไอติมรสเมล่อน ผมสั่งรสนม อร่อยดี โคนละ 6 SGD ความดีงามอีกอย่างคือ โคนมันกรอบกำลังดี ไม่แข็งมาก ไม่ต้องกลัวว่ากัดแล้วฟันจะหัก พอได้ไอติมแล้วเราก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า…ขากลับนี่ฟรีนะครับ

แต่ก่อนที่เราจะกลับที่พัก ขอแวะกินข้าวเย็นกันก่อน มื้อนี้เรากินกันที่ Food Republic ที่อยู่ใน Vivo City เลยครับ มื้อนี้ผมสั่งข้าวหน้าเป็ดกิน อร่อยดีครับ เอาจริง Food Republic ที่สิงคโปร์ราคาอาหารไม่ได้แพงเหมือนที่ไทย แล้วก็อร่อยด้วยแฮะ

หลังจากที่เราอิ่มกันแล้ว เราก็เดินทางกลับที่พักของเรา เป็นอันจบการผจญภัยวันที่ 3 ของเรา

สำหรับการผจญภัยที่สิงคโปร์วันสุดท้าย ติดตามได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

วันที่ 4

หรืออยากกลับไปอ่านวันก่อนหน้า ก็ด้านล่างนี้ครับ

วันที่ 1

วันที่ 2

Comments

  1. Pingback: [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 2 – JiJaKuNg

  2. Pingback: [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 1 – JiJaKuNg

  3. Pingback: [Trip] ตามล่าลอดช่องสิงคโปร์ : วันที่ 4 – JiJaKuNg

Leave a Reply